บทที่ 3 ตอนที่ 2: เถ้ากระดูกลวงตา

ตอนที่ 2: เถ้ากระดูกลวงตา

ยามเหม่า (05.00 - 06.59 น.) ท้องฟ้าเหนือกรุงจิงเฉิงยังคงถูกปกคลุมด้วยเมฆครึ้ม ทว่าพายุฝนที่โหมกระหน่ำมาตลอดทั้งคืนได้ซาลงเหลือเพียงละอองหยาดน้ำค้างที่เกาะพราวบนชายคา กลิ่นควันไฟคละคลุ้งไปทั่วบริเวณจวนอ๋อง ผสมปนเปกับกลิ่นอายความชื้นของดินและเถ้าถ่าน

ณ เรือนท้ายจวนที่เคยเป็นสถานที่กักบริเวณพระชายาเอก บัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังสีดำทะมึน เสาไม้ซุงขนาดใหญ่หักโค่นลงมา กองเพลิงถูกน้ำจากบ่อสาดดับไปจนหมดสิ้นแล้ว เหลือเพียงกลุ่มควันสีขาวขุ่นที่ลอยอวลขึ้นสู่ท้องฟ้า

หลิงเทียนซูยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้ากองเถ้าถ่านนั้น อาภรณ์สีดำขลิบทองของเขาเปียกชื้นเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเรียบเฉยเย็นชา บัดนี้กลับมีรอยขมวดคิ้วที่ฉายแววเคร่งเครียดอย่างปิดไม่มิด ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวทอดมองไปยังซากเตียงไม้ที่ถูกเผาจนดำเป็นตอตะโก

เบื้องหน้าของเขาคือหน่วยองครักษ์เงาและหมอชันสูตรหลวงที่ถูกเรียกตัวมากลางดึก ทุกคนคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้นดินที่เต็มไปด้วยโคลน ไม่มีผู้ใดกล้าเงยหน้าสบตากับจอมปีศาจแห่งราชสำนัก

"กราบทูลท่านอ๋อง..." หมอชันสูตรหลวงวัยกลางคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ศีรษะแทบจะจรดพื้นดิน "กระดูกที่พบ... เป็นของสตรีวัยราวสิบแปดถึงยี่สิบปี สภาพศพถูกเผาไหม้อย่างรุนแรงจนไม่อาจตรวจดูใบหน้า ทว่า... เครื่องประดับที่พบตกอยู่ท่ามกลางกองเถ้ากระดูก คือสิ่งนี้พ่ะย่ะค่ะ"

องครักษ์เงาผู้หนึ่งคลานเข่าเข้ามา พร้อมกับยกถาดไม้ที่รองด้วยผ้าไหมสีขาว บนนั้นมีเศษซากของปิ่นทองคำประดับระย้าที่หลอมละลายไปครึ่งหนึ่ง และแหวนหยกแดง หยกแดงวงนั้น... คือสัญลักษณ์ประจำตำแหน่งชายาเอกที่หลิงเทียนซูเป็นผู้มอบให้ในวันเข้าหอ ตามราชโองการสมรส

ดวงตาของหลิงเทียนซูหรี่แคบลง เขายื่นมือออกไปหยิบแหวนหยกแดงที่ยังคงมีความร้อนหลงเหลืออยู่ขึ้นมาบีบไว้ในฝ่ามือแน่นจนข้อปูดโปน

‘สตรีที่ท่านรัก เชิญรับจวนนี้ไปเถิด... ส่วนข้า จะขอไปให้ไกลสุดหล้า ชั่วชีวิตนี้อย่าได้พบพานกันอีกเลย!’

น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวและแววตาที่ว่างเปล่าของมู่หรงหนิงอันเมื่อคืนนี้ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท นางจงใจทิ้งป้ายหยกประจำตัวไว้ที่โถงใหญ่ แล้วกลับมาเผาตัวเองตายที่เรือนท้ายจวนเช่นนั้นหรือ? สตรีที่เคยตามตื๊อและใช้สารพัดแผนการเพื่อให้ได้ครอบครองเขา สตรีที่โง่เขลาและลุ่มหลงในรักจนไร้ศักดิ์ศรี จะยอมจบชีวิตตนเองลงง่ายดายเพียงนี้ได้อย่างไร?

"นางใช้สิ่งใดเป็นเชื้อเพลิง เหตุใดไฟจึงลุกโหมรวดเร็วจนทหารยามดับไม่ทัน" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างเยือกเย็น

"เรียนท่านอ๋อง ข้าน้อยพบร่องรอยของคราบน้ำมันยางไม้เข้มข้นบริเวณเศษกระเบื้องพ่ะย่ะค่ะ มันเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่มักใช้ในกองทัพ... พระชายาคงเตรียมการมาอย่างดี..."

"มู่หรงหนิงอัน..." หลิงเทียนซูเค้นเสียงรอดไรฟัน ความรู้สึกอึดอัดสายหนึ่งก่อตัวขึ้นในอก มันไม่ใช่ความเสียใจ ทว่ามันคือความเดือดดาลของการถูกท้าทาย สตรีผู้นั้นกล้าใช้ความตายมาข่มขู่เขา กล้าทิ้งจวนอ๋องของเขาไปอย่างองอาจ

"ท่านอ๋อง..." เสียงหวานใสทว่าสั่นเครือดั่งนกน้อยหลงทางดังขึ้นจากด้านหลัง เซียวหว่านเอ๋อร์ในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์เดินก้าวเข้ามาด้วยท่าทางอ่อนแรง มีสาวใช้คอยประคอง นางมองซากเรือนที่ถูกเผาแล้วยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปากกลั้นเสียงสะอื้น "เป็นความผิดของหว่านเอ๋อร์เองเจ้าค่ะ หากหว่านเอ๋อร์ไม่ดึงดันจะใช้บัวหิมะของพระชายา พระชายาคงไม่ต้องน้อยใจจนคิดสั้นเช่นนี้... หว่านเอ๋อร์สมควรตายนัก..."

หลิงเทียนซูไม่ได้หันไปปลอบประโลมนางอย่างที่เคยทำ เขากลับจ้องมองกองเถ้าถ่านนั้นด้วยสายตาที่ลึกล้ำยากจะคาดเดา

"สตรีที่รอบคอบจนสามารถลอบเข้าไปขโมยของในห้องยาของข้าได้โดยที่ทหารยามไม่รู้ตัว... สตรีที่สามารถสกัดน้ำมันยางไม้ทางทหารมาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้... ไม่มีทางเลือกความตายที่น่าสมเพชเช่นนี้"

หลิงเทียนซูหันกลับมาสะบัดชายแขนเสื้อ เสียงของเขาดุดันและทรงอำนาจจนทุกคนในที่นั้นต้องสะดุ้งสุดตัว

"ถ่ายทอดคำสั่งของข้าลงไป ปิดประตูเมืองทั้งสี่ทิศ! ส่งเครือข่ายหอเงาออกตามล่าหารถม้าหรือกลุ่มคนที่น่าสงสัยที่เดินทางออกจากเมืองหลวงตั้งแต่เมื่อคืน ค้นหาทุกโรงเตี๊ยม ทุกศาลเจ้า ทุกหมู่บ้านรอบนอก! หากนางตาย ข้าต้องเห็นศพที่สมบูรณ์ หากนางยังอยู่ ข้าต้องได้ตัวนางกลับมาแบบมีลมหายใจ! แม้ต้องพลิกแผ่นดินค้นหา ก็จงลากตัวมู่หรงหนิงอันกลับมาให้จงได้!"

"รับทราบพ่ะย่ะค่ะ!" เหล่าองครักษ์เงารับคำสั่งเสียงฉะฉาน ก่อนจะเร้นกายหายไปในเง้ามืดอย่างรวดเร็ว

ห่างออกไปห้าสิบลี้ทางทิศใต้ของเมืองหลวง

ถนนดินลูกรังที่ทอดยาวผ่านหุบเขาถูกน้ำฝนชะล้างจนกลายเป็นทะเลโคลน รถม้าไม้เก่าซอมซ่อคันหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้า ม้าลากจูงตัวผอมโซหอบหายใจหนักหน่วง ทุกครั้งที่ล้อรถตกหลุมบ่อ ตัวรถจะสั่นโคลงเคลงจนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่าหวาดเสียว

ภายในรถม้า มู่หรงหนิงอันนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบาง ริมฝีปากที่เคยแดงระเรื่อบัดนี้ซีดเผือดจนไร้สีเลือด อากาศหลังพายุฝนในฤดูเหมันต์นั้นหนาวจับขั้วหัวใจ แม้พวกนางจะหนีพ้นประตูเมืองมาได้ แต่ความหนาวเย็นและความเหนื่อยล้ากำลังจู่โจมร่างกายที่อ่อนแอของนางอย่างหนัก

"อึก..." หนิงอันนิ่วหน้า มือบางกุมหน้าท้องส่วนล่างแน่น ความรู้สึกปวดเกร็งแล่นริ้วขึ้นมาเป็นระลอก การกระแทกของรถม้าบวกกับความเย็นที่แทรกซึมเข้าสู่กระดูก ทำให้สตรีมีครรภ์อ่อนๆ เช่นนางตกอยู่ในสภาวะอันตราย

นางฝืนลืมตาขึ้น ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางข้างขวาแตะลงบนชีพจรที่ข้อมือซ้ายของตนเอง หลับตาทำสมาธิจับจังหวะการเต้นของสายเลือด... ชีพจรเต้นลื่นไหลทว่าแฝงความตึงเครียด และที่สำคัญคือมีจังหวะเต้นช้าและจมลง ซึ่งในตำราแพทย์โบราณบ่งชี้ว่าร่างกายกำลังถูกความเย็นแทรกซึมเข้าสู่เส้นลมปราณ หากปล่อยไว้เช่นนี้ พิษเย็นจะทำลายมดลูก และอาจทำให้นางแท้งลูกได้!

"ชุยจู๋... หยุดรถก่อน" หนิงอันเอ่ยเสียงแหบพร่า

สาวใช้รีบดึงสายบังเหียนให้ม้าหยุดเดินข้างทางป่าทึบ ก่อนจะเลิกม่านเข้ามาดูด้วยใบหน้าตื่นตระหนก "คุณหนู! หน้าท่านซีดมาก ท่านปวดท้องหรือเจ้าคะ ข้าจะทำอย่างไรดี แถวนี้ไม่มีหมอ ไม่มีหมู่บ้านเลย"

"ไม่ต้องหรอก... ข้าคือหมอ" หนิงอันฝืนยิ้มบางๆ พยายามประคองตัวลุกขึ้นนั่ง "ความเย็นเข้าแทรกเส้นลมปราณ หากไม่รีบขับเหงื่อและไล่ความเย็น ข้าอาจจะเสียเด็กคนนี้ไป ชุยจู๋ เจ้าช่วยประคองข้าลงไปที่ริมป่าชื้นๆ ตรงนั้นที ข้าเห็นพืชบางชนิดที่เราใช้เป็นยาได้"

ชุยจู๋รีบประคองนายหญิงลงจากรถม้าอย่างระมัดระวัง แม้จะสวมชุดชาวบ้านและทาหน้าจนดำคล้ำ แต่ท่วงท่าของหนิงอันยังคงสงบนิ่งและเด็ดเดี่ยว นางใช้กิ่งไม้แห้งช่วยพยุงตัว เดินลัดเลาะเข้าไปในดงหญ้าข้างทางที่ชื้นแฉะ

สายตาของสตรีผู้สืบทอดวิชาแพทย์ตระกูลมู่หรงกวาดมองไปรอบๆ ไม่นานนางก็พบสิ่งที่ต้องการ

"นั่นไง... จื่อซู  และนั่น ซิงหัว  " หนิงอันชี้มือไปยังต้นไม้ใบหยักสีม่วงอมเขียว และพืชใบแคบที่มีรากกลิ่นฉุนที่ขึ้นอยู่ใกล้โคนต้นไม้ใหญ่ "ชุยจู๋ เจ้าขุดรากขิงป่านั้นมา แล้วเด็ดใบจื่อซูมาสักกำมือ นำไปล้างน้ำฝนที่ขังอยู่บนใบบัวให้สะอาด"

"เจ้าค่ะคุณหนู!"

ขณะที่ชุยจู๋กำลังจัดการกับสมุนไพร หนิงอันก็ทรุดตัวลงนั่งพักพิงโคนต้นไม้ นางรวบรวมก้อนหินมาสุมเป็นเตาขนาดเล็ก นำหม้อดินเผาใบเก่าที่เตรียมมาใส่น้ำ แล้วใช้ชุดจุดไฟด้วยหินเหล็กไฟและใยไม้แห้ง ที่ซ่อนไว้ในหีบตีจนเกิดประกายไฟ โชคดีที่นางมีประสบการณ์การเอาตัวรอดจากการศึกษาสมุนไพรในป่าเมื่อชาติก่อน การจุดไฟในสภาพอากาศชื้นจึงไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ

เมื่อไฟติด นางนำรากขิงป่ามาทุบให้แตกพอแหลก ใส่ลงไปต้มในน้ำเดือดเพื่อดึงฤทธิ์เผ็ดร้อนออกมา ตามด้วยใบจื่อซูที่มีสรรพคุณช่วยขับเหงื่อ แก้หวัดเย็น และที่สำคัญคือมีฤทธิ์ 'อันไท' ช่วยลดอาการปวดเกร็งมดลูกได้อย่างชะงัดนัก

กลิ่นหอมฉุนของขิงผสมผสานกับกลิ่นเฉพาะตัวของใบจื่อซูลอยกรุ่นขึ้นมากับไอน้ำ หนิงอันเทน้ำยาสีน้ำตาลอมเหลืองลงในชามดินเผา เป่าให้คลายความร้อนเล็กน้อยก่อนจะดื่มรวดเดียวจนหมด

ความร้อนของตัวยาไหลทะลักลงสู่กระเพาะ แผ่ซ่านความอบอุ่นไปทั่วเส้นลมปราณและช่องท้อง อาการปวดเกร็งที่เคยกวนใจค่อยๆ ทุเลาลง เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดซึมขึ้นตามหน้าผาก เป็นสัญญาณว่าร่างกายเริ่มขับไล่พิษเย็นออกมาแล้ว

"คุณหนู สีหน้าท่านดูดีขึ้นมากเลยเจ้าค่ะ" ชุยจู๋ยิ้มกว้างอย่างโล่งอก

"เราโชคดีที่เจอสมุนไพรถูกกับอาการพอดี แต่เราจะชะล่าใจไม่ได้ หลิงเทียนซูไม่โง่ เขาจะต้องสงสัยเรื่องเพลิงไหม้และส่งคนออกตามล่าแน่ ถนนเส้นหลักนี้ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป"

พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงฝีเท้าม้าควบกุบกับก็ดังแว่วมาจากยอดเนินถนนดินแต่ไกล หนิงอันเบิกตากว้าง สัญชาตญาณเอาตัวรอดพุ่งสูงปรี๊ด

"ชุยจู๋! ดับไฟเร็วเข้า! จูงม้าและรถเข้าไปซ่อนในดงไม้ทึบด้านหลัง ห้ามส่งเสียงเด็ดขาด!"

สองนายบ่าวรีบใช้ดินกลบกองไฟจนมอดสนิท ลากรถม้าและดึงม้าเข้าไปซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้หนาทึบที่ห่างจากถนนไปสิบกว่าจั้ง หนิงอันกดศีรษะของชุยจู๋ให้หมอบลงกับพื้นดินเปียกชื้น มือหนึ่งปิดปากตนเอง อีกมือหนึ่งกุมหน้าท้องไว้แน่น ลมหายใจถูกสูดเข้าลึกและพยายามกั้นให้นานที่สุด

กุบกับ! กุบกับ! กุบกับ!

เงาร่างของกลุ่มคนชุดดำบนหลังม้าฝีเท้าจัดจำนวนกว่าสิบคน ควบผ่านถนนเส้นหลักไปด้วยความเร็วราวกับพายุพัด แม้จะมองเห็นเพียงชั่วพริบตา แต่หนิงอันก็สังเกตเห็นสัญลักษณ์รูปพยัคฆ์เหินที่ปักด้วยดิ้นเงินบนไหล่เสื้อของคนเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน

นั่นคือ 'หอเงา' กองกำลังลับที่เก่งกาจที่สุดของจวนอ๋อง!

พวกเขามาเร็วกว่าที่นางคาดคิดไว้มากนัก หากเมื่อครู่นี้นางไม่แวะต้มยาข้างทางแต่ยังคงขับรถม้าต่อไปบนถนนหลัก คงถูกพวกมันตามทันและจับตัวได้คาหนังคาเขาเป็นแน่!

เสียงฝีเท้าม้าค่อยๆ ห่างออกไปจนลับสายตา หนิงอันค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ทว่าแววตาของนางกลับยิ่งทวีความเคร่งเครียด การไล่ล่าเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น หลิงเทียนซูคงกางแหฟ้าตาข่ายดินไว้ทั่วทุกสารทิศ

"คุณหนู... พวกนั้นคือคนของจวนอ๋องใช่หรือไม่เจ้าคะ พวกเขาตามเรามาแล้ว..." ชุยจู๋กระซิบถามด้วยความหวาดกลัว

"ใช่ การเดินทางด้วยรถม้าบนถนนหลวงเป็นเป้าสายตาเกินไป เราจะทิ้งรถม้าคันนี้ไว้ที่นี่ ปล่อยม้าเข้าป่าไปเสีย" หนิงอันลุกขึ้นยืน ปัดเศษดินออกจากเสื้อผ้าด้วยท่าทางเด็ดเดี่ยว "เราจะเดินเท้าข้ามภูเขาลูกนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงด่านตรวจ และเปลี่ยนเส้นทางไปทางทิศตะวันตกแทนที่จะลงใต้ตรงๆ เพื่อสับขาหลอกพวกมัน"

นางหันไปหยิบหีบไม้ใบเล็กที่บรรจุตำราแพทย์และเข็มเงิน ซึ่งเป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่พกติดตัวมา สะพายขึ้นพาดบ่า

ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรที่กว้างใหญ่ไพศาล มีเพียงสองมือ ความรู้ทางการแพทย์ที่สืบทอดมาจากบรรพชน และสติปัญญาเท่านั้น ที่จะเป็นอาวุธให้มู่หรงหนิงอันฟาดฟันกับอุปสรรคและเอาชีวิตรอด เพื่อปกป้องสายเลือดน้อยๆ ที่กำลังเติบโตอยู่ในครรภ์

บทก่อนหน้า
บทถัดไป